ปุ๋ยน้ำกรดอะมิโน AMINO ACID LIQUID

รหัสสินค้า:
A025
สี :
ขนาด :
จำนวนที่สั่งซื้อ :
 

กว่า 18 ปี ที่ทำการพัฒนาสินค้า ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตรา เทวดา
เพื่อการเกษตรยุค 4.0
เพิ่มผลผลิต ปลอดสารพิษ


ขนาด 250 ซีซี 
1 ลัง บรรจุ  24 ขวด ต่อ ลัง

กรุณาติดต่อ  โทร. 086-4455094  คุณเบีย    ,   081-3418780  คุณอ้อ  ,   02-4639624

  คุณสมบัติ 
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่มีกรดอะมิโนเข้มข้นสูง ผลิตจากผงโปรตีนนำเข้าจากต่างประเทศ และใช้เทคโนโลยีการผลิตจากญี่ปุ่นสกัดเป็นกรดอะมิโนเข้มข้นออกมาเป็น ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตรา เทวดา  ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นครบถ้วน พืชสามารถดูดซึม กรดอะมิโนไปใช้ได้โดยทันทีมีธาตุอาหารสำคัญประกอบด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แมกนีเซียม     ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินั่ม ซัลเฟอร์  คลอไรด์ โซเดียม วิตะมิน กรดอะมิโน 18 ชนิด


ที่ผ่านมา ปุ๋ยน้ำเทวดา มีชื่อเสียงในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรกู้วิกฤตพืชได้เกือบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น นาข้าวกระทบหนาวที่ จ.พิจิตร ซึ่งมีปัญหาข้าวไม่ออกรวงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวจู๋ ปุ๋ยน้ำเทวดาเป็นหนึ่งเดียวที่ช่วยกู้วิกฤตนั้นได้ เพียงพ่นปุ๋ยไปประมาณ 7 – 10 วัน ข้าวเริ่มกระทุ้งรวงออกหมดทันตาเห็น โดยไม่ต้องไถทิ้งผลผลิตข้าวที่ได้ประมาณ 100 ถัง นำความปลาบปลื้มยินดีถึงขั้นยิ้มทั้งน้ำตาของชาวนา อ.โพธิ์ทะเล และ อ.บางมูลนาถ หลายร้อยครอบครัว เกษตรกรจึงตั้งชื่อให้ว่า ยาเทวดา เพราะสมชื่อเทวดาจริงๆ เรื่องดินเปรี้ยว ดินเค็ม หรือพืชที่โดนน้ำท่วมและอีกมากมายหลายวิกฤตที่ปุ๋ยน้ำเทวดาได้ไปช่วยไว้ พืชที่แสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว และเกือบตาย แต่รอดมาได้เพราะปุ๋ยน้ำเทวดา

วิธีใช้และอัตราส่วนการใช้
          ปุ๋ยน้ำ ( อะมิโนเข้มข้น ) ตรา เทวดา ใช้อัตรา 20 – 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊ป ( กรณีใช้น้ำ 200 ลิตร ใช้อัตรา 200 ซีซี ) ฉีด พ่นทางใบและราดโคนต้น ทุก 10 – 15 วัน ต่อครั้ง ใช้ได้กับพืชทุกชนิด นาข้าว แช่เมล็ดพันธุ์ข้าว 1 คืนก่อนนำไปหว่านพ่นช่วงอายุข้าว 15 วัน , 35 วัน 55 วัน , และ 75 วัน ( ช่วงข้าวตั้งท้อง ) ใช้ได้ดีเลิศทั้งนาปีและนาปรังทุกประเภท
ใช้ได้ดีกับพืชทุกชนิด เช่น พืชไร่ สวนผลไม้ ไม้ดอก พืชผัก พริก ฯลฯ
ฉีดพ่นได้ทุกระยะการเจริญเติบโต การออกดอก ออกผล ที่สมบูรณ์



 ข้อควรระวัง เก็บในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด เก็บที่อากาศไม่ร้อนจัด
          • ควรพ่นปุ๋ยช่วงเย็นจะดีที่สุด
          • ใช้ควบคู่กับปุ๋ยเม็ดทางดินตามปกติ
          • สามารถใช้ผสมร่วมกับยาฆ่าแมลงหรือยาราเคมี ชนิดยาเย็น

 ปุ๋ยน้ำเทวดา มีผลงานปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้ผลผลิต
 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
          หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 
          จากข่าวหน้าเกษตรเดลินิวส์ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2545 นายสิมา โมรากุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิกเผยถึงโครงการพัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้ ในปี 2546 กรมพัฒนาที่ดินทุ่มงบ 150 ล้านบาท เข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนซ้ำซากของเกษตรกรในพื้นที่โดยจะให้เพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ได้สูงเกือบสองเท่าตัวและทำให้ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ที่ดีที่สุดอีกด้วย นับเป็นข่าวดี ที่สร้างความตื่นเต้นยินดีแก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ยากจน ที่ต้องหันหลังให้ฟ้าก้มหน้าสู้ดิน ถ้าทำให้พวกเขามีรายได้และมีฐานะดีขึ้น ย่อมมีผลโยงใยไปถึงฐานะของประเทศ ที่เป็นปึกแผ่นและมีความมั่นคงของชาติอีกด้วย
          เพื่อเป็นการสนับสนุนคำกล่าวของอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน จึงขอนำผลงานของ คุณสมคิด ศรีภา หมอดินอาสา อยู่ที่ 49 หมู่ 8 ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ที่สามารถปลูกข้าวหอมมะลิ 105 นาปี ได้ผลผลิตมากถึง 1,000 กิโลกรัม / ไร่ จากการทำนาบนพื้นที่ 20 ไร่ 3 งาน โดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ

 ใช้พันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัม แช่ในน้ำที่ผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรดโปรอะมิโน ในอัตรา 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็เริ่มมีรากงอก แล้วจึงนำไปหว่านในแปลงกล้าและฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้ 1 ครั้ง เมื่อกล้ามีอายุ 25 วัน จึงถอนไปปักดำห่างกัน 20 – 25 เซนติเมตร เมื่อข้าวอายุ 35 วัน
          หว่านปุ๋ยสูตร 16 – 16 – 8 ผสมปุ๋ยอินทรีย์เม็ดอย่างละครึ่ง รวม 25 กิโลกรัม / ไร่ หลังจากนั้น 3 วัน จึงฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำในอัตราเช่นเดิมและฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวเริ่มตั้งกอหรือประมาณ อายุ 50 วัน
          ในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง ต้องให้ปุ๋ยแต่งหน้า ยูเรีย 46 – 0 – 0 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เม็ดอย่างละครึ่งรวม 10 กิโลกรัม / ไร่ จนกระทั่งข้าวออกรวงหรือประมาณ 65 วัน หลังจากปักดำ จึงฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำโปรอะมิโนเป็นครั้งที่สามแล้วรอการเก็บเกี่ยว ซึ่งในช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวจะมีอายุ ประมาณ 150 วัน คุณสมคิด หมอดินอาสาบอกว่า เป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุด ชาวบ้านที่มาร่วมพิสูจน์ต่างร่ำลือถึงความมหัศจรรย์ที่ข้าวรวงใหญ่เมล็ดใหญ่เต็มเม็ดเต็มรวง ทำการชั่งน้ำหนักกันให้เห็นจะจะต่อหน้าสักขีพยาน ทุกคนต่างตะลึงในผลผลิตที่ได้ 1,000 กิโลกรัม / ไร่ หรือ 100 ถัง / ไร่ ขณะที่ชาวบ้านละแวกเดียวกันได้เพียง 300 – 400 กิโลกรัม / ไร่ หรือ 30 – 40 ถัง / ไร่ เท่านั้นเอง
          หมอดินอาสาสมคิด ฝากบอกไปยังเกษตรกรทั่วไปว่า พื้นที่ของตนทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริฯ ที่นอกจากนาข้าวแล้วยังมีมะม่วง ฝรั่ง ส้มโอ มะกอกน้ำ แก้วมังกร มะละกอ สวนสมุนไพรและบ่อปลา โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยที่นำขายในตลาดหนองคายนั้นถึงแม้ราคาจะสูงกว่ารายอื่นแต่ก็ขายหมดก่อนเพราะผู้ซื้อติดใจในรสชาติที่อร่อยหวานกว่ารายอื่น และแนะนำเกษตรกรอีกว่า ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวควร

 ใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ที่จะเกิดปฎิกิริยาให้ประโยชน์แก่พืชดีกว่าและดินไม่เสีย พร้อมกับเสนอตัวเป็นแหล่งทัศนศึกษาและข้อมูล ผู้สนใจ ติดต่อ โทร. 042 – 400983 และ 099 – 921958 ครับ
          ข่าว ดอกมะลิออกดอกพรั่งพรูในฤดูหนาวได้ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
          หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน 2545
          คุณคะนอง สุขสิริ เกษตรกรชาวสวนมะลิ อยู่เลขที่ 16 / 3 หมู่ 3 ต. มหาโพธิ์ อ. เก้าเลี้ยว จ. นครสวรรค์ ทำสวนดอกมะลิบนพื้นที่ 3 ไร่ และกุหลาบฟูซิเลีย 2 ไร่ มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเพียงไถตะไม่ต้องยกร่อง และไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมเพราะดินดีอยู่แล้ว ทำการปลูกดอกมะลิระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถว 80 x 100 ซม. และเก็บดอกครั้งแรกเมื่ออายุ 4 เดือน ต้นมะลิสูง 1 ฟุต จะทำการเก็บดอกตูมตั้งแต่ 06.00 – 11.00 น. ถ้าเก็บเกินเวลากว่านี้มะลิจะบาน ใช้ไม่ได้ และที่บ้านคุณคะนองยังเป็นจุดรวบรวมดอกมะลิที่ชาวสวนมาส่ง เมื่อนำชั่งน้ำหนักและลงบัญชีไว้แล้ว จึงนำดอกมะลิเทแช่ลงในอ่างน้ำเย็นที่มีน้ำแข็งอยู่ ความเย็นของน้ำจะทำให้ดอกแข็งและบานเช้า และจะจัดส่งดอกมะลิโดยออกเดินทางเวลา 13.00 น. เพื่อนำไปส่งที่ปากคลองตลาด กท. ทุกวัน หลังจากนั้น 7 วัน พ่อค้าจะแจ้งให้ทราบว่ามะลิ ที่รวบรวมส่งมานั้น ได้ราคาเท่าใด
          ราคาดอกมะลิมีขึ้น มีลง โดยดอกมะลิราคาจะถูกตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนตลอดฤดูฝน ราคาออกจากแหล่งผลิตแห่งนี้ประมาณ 10 – 20 บาท / กก. ในฤดูนี้มะลิออกดอกจนเก็บไม่ทัน คุณคะนองสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 30 – 50 กก. / วัน / 3 ไร่ แต่ช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ธันวาคม – มกราคม ราคาสูงถึง 700 บาท / กก.

เพราะนอกจากดอกจะน้อยแล้วยังอยู่ในช่วงเทศกาลชุกอีกด้วย พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ราคาเริ่มลดลง แต่ก็ยังแพงอยู่ ในช่วงหน้าหนาวนี้ คุณคะนองเก็บดอกได้เพียง 2 – 3 กก. / วัน / 3 ไร่ เพราะอากาศหนาวมะลิไม่ค่อยออกดอก ถึงแม้ออกมาดอกก็มีขนาดเล็ก นับเป็นความชอกช้ำแก่ผู้ปลูกมะลิเป็นอาชีพทั่วไป ขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการดอกมะลิเพื่อร้อยพวงมาลัยและบูชาพระ จะต้องหาซื้อในราคาแพงที่แพงกว่าข้าวที่จำเป็นต้องบริโภคอยู่ทุกวันด้วยซ้ำไป
          นับตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว คุณคะนองสามารถเก็บดอกมะลิตูมและมีขนาดใหญ่มาตรฐานได้มากถึง 7 – 10 กก. / วัน ซึ่งแต่เดิมเก็บได้เพียง
 2 – 3 กก. / วัน และยังเป็นดอกที่เล็ก โดยคุณวารีรัตน์ กิติทวีเกียรติ นักส่งเสริมฯ ได้แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดโปรอะมิโน ที่มีส่วนผสมของมูลค้างคาวเป็นหลักใช้เป็นปุ๋ยทางดิน ส่วนทางใบใช้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ในอัตรา 1 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 – 10 วัน ทำให้สวนมะลิของคุณคะนองสามารถออกดอกได้ในฤดูหนาวที่ราคาแพง อนึ่ง ในช่วงที่มะลิอายุ 2 – 3 ปี เป็นช่วงที่ต้นสมบรูณ์และให้ดอกดก แต่เมื่ออายุได้ 5 – 6 ปี ผลผลิตดอกเริ่มลดลง ชาวสวนจะล้มต้นเพื่อปลูกใหม่เมื่ออายุ 7 – 10 ปี ชาวสวนมะลิที่ต้องการทราบข้อมูลการเพิ่มผลผลิตดอก
          ติดต่อถามได้ที่ คุณคะนอง สุขสิริ ตามที่อยู่ข้างบน

 เพาะเห็ดขายหน้าหนาว ราคาดี ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
          ปัจจุบันการเพาะเห็ดเป็นทางเลือกของเกษตรกรที่ค่อนข้างมั่นคง เพราะเห็นเป็นที่นิยมบริโภคกันมาก ทั้งยังมีคุณค่าทางสมุนไพรเป็นภูมิคุ้มกันได้หลายโรค โดยเฉพาะมะเร็ง อีกทั้งยังมีเห็ดให้เลือกเพาะเลี้ยงได้หลายพันธุ์ อย่างเช่นเห็ดหลินจือ ที่ คุณพิเนตร คำมีภักดี ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ดบ้านม่วง เลขที่ 25 หมู่ 3 ตำบลม่วงนา อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ได้เพาะเห็ดมาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ปัจจุบันมีโรงเพาะเห็ดขนาด 5 x 10 และ 5 x 12 เมตร จำนวนกว่า 10 โรง สามารถเก็บดอกเห็ดเพื่อจัดส่งจำหน่ายได้วันละ 400 – 500 กิโลกรัมทุกวัน นอก จากหน้าหนาวเห็ดจะไม่ออกดอก
          คุณพิเนตร ใช้ส่วนผสมในก้อนเพาะเห็ด ได้แก่ ขี้เลื่อยยางไม้พารา 100 กิโลกรัม รำอ่อน 8 – 10 กิโลกรัม ยิปซัม 1 กิโลกรัม ภูไมท์ 3 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม และดีเกลือ อีก 2 กิโลกรัม นำมาคลุกเคล้าผสมกับน้ำจนมีความชุ่มชื่น 60 – 70 % ( เวลาบีบจะไม่มีน้ำออกมา ) นำส่วนผสมใส่ถุงอัดแน่นพอประมาณแล้วใช้สำลีจุกตรงปากถุงแล้วรัดไว้เพื่อไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไป และเพื่อไม่ให้เชื้อเห็ดออกมา จากนั้นนำเข้าเตานึ่งที่ อุณหภูมิ 100 องศา นาน 3 ชั่วโมงแล้วนำออกมาปล่อยทิ้งให้เย็น จึงหยอดเชื้อเห็ดแล้วปิดสำลีไว้เหมือนเดิม จากนั้นจึงนำเข้าโรงบ่มนาน 1 เดือน เชื้อเห็ดจะเดินเต็มก้อน จึงย้ายมาเข้าโรงเพาะที่อยู่ในความมืดและอุณหภูมิที่ 30 – 35 องศา จากนั้นอีก 15 วันเห็ดจะออกดอกให้เก็บเป็นครั้งแรก
          การเก็บเกี่ยวผลผลิตสามารถเก็บได้ทุกวันนาน 2 เดือน ก้อนเห็ดจะ

 หมดอายุจึงนำก้อนเห็ดออกจากโรงไปทิ้งแล้ทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อนานจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยหรือประมาณ 2 – 3 เดือน ในช่วงที่พักโรงจะทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในโรงอื่น ๆ ทยอยกันไป สำหรับปัญหาเห็ดไม่ออกในฤดูหนาว เช่น เดียวกับดอกมะลิ โดยเฉพาะเห็ดฟางนั้น คุณเล็ก สมบรูณ์ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรดโปรอะมิโน ผสมน้ำอัตรา 1 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้กับก้อนเห็ดในโรงเรือน จะทำให้เห็ดออกดอกและเก็บได้ตามปกติ แถมดอกใหญ่อีกด้วย ทำให้คุณพิเนตร สามารถเก็บเห็ดส่งจำหน่ายได้ตามปกติแม้จะเป็นฤดูหนาวก็ตาม นับว่าเป็นนิมิตใหม่ของผู้เพาะอาชีพเห็ดที่จะมีโอกาสขายเห็ดในช่วงที่มีราคาแพง 
          ผู้สนใจวิธีการต่าง ๆ ลองสอบถามได้ที่ โทร. 043 – 3811630 , 089-2794314 ครับ

          ผลิตข้าวหอมมะลิปลูกนอกฤดูได้ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
          หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

          เวลานี้ ชาวนาไทยเราไม่มีอะไรตื่นเต้นไปกว่าการได้ยินว่า ข้าวหอมมะลิสามารถปลูกนอกฤดูได้ แต่ในแง่การตัดสินใจนั้นยังไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด วันนี้ทีมงานเกษตรไทยรัฐขออาสาพาไปหาข้อมูลจากนักวิชาการ และลงพิสูจน์ในพื้นที่จริงกันซักวัน
          ว่าไปแล้วเรื่องนี้ ทีมงานทราบมานานแล้วแต่ยังชั่งใจว่าทำได้แน่จริงหรือ จึงกริ๊งกร๊างไปสอบถามจากนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรหลายท่าน ซึ่งทุกท่านยังไม่ลงความเห็นที่แน่ชัดฟันธงลงไปว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่เท่าที่เคยทำการทดลองมา บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกได้จริง แต่ให้ผลผลิตน้อย
          

 ในขณะที่ นายฌาณ บุรพัชร์พงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เทพเกษตร อุตสาหกรรม จำกัด ผู้จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์น้ำตราเทวดา ยืนยันว่าสามารถทำผลผลิตได้สูงสุดถึง 100 ถัง /ไร่ ในฤดูนาปีปกติ และนาปรังที่ได้ทำการทดลองร่วมกับเกษตรกร ในพื้นที่ อ. เกษตรสมบรูณ์ จ. ชัยภูมิ จำนวน 3 แปลง
          ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลินอกฤดูแปลงแรกของโลกไปแล้ว โดยทีมงานเกษตรไทยรัฐได้มีโอกาสไปเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้วย เป็นแปลงของ นายมาลัย คงโนนกอก เกษตรกร ม. 7 ต. บ้านบัว อ. เกษตรสมบรูณ์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งได้เริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิของสหกรณ์การเกษตร เกษตรสมบรูณ์ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 44 ในอัตรา 50 กก. / ไร่ บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ
          กรรมวิธีการปลูก นายมาลัย เล่าให้ฟังว่า ได้ดำเนินการตามคำแนะนำของบริษัท รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเริ่มแรกจะเตรียมแปลงนาด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดเป็นปุ๋ยรองพื้น อัตรา 25 กก. / ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 25 กก. / ไร่ และก่อนหว่านจะแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยปุ๋ยน้ำ 1 คืน จากนั้นฉีดพ่นปุ๋ยน้ำครั้งที่ 1 เมื่อข้าวอายุได้ 15 วัน ฉีดพ่นครั้งที่ 2 เมื่อข้าวอายุได้ 35 วัน ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 50 กก. / ไร่ ฉีดปุ๋ยน้ำครั้งที่ 3 เมื่อข้าวอายุได้ 80 วัน ( ข้าวตั้งท้อง ) และครั้งสุดท้ายเมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรอีกเลยแค่คอยไล่นกไล่หนูเท่านั้น

สำหรับแปลงของ นายมาลัย จากที่คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิต 60 – 80 ถังต่อไร่ ตัวเลขล่าสุดจากที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวไปแล้ว ได้แค่ 40 – 50 ถัง / ไร่ เท่านั้น นายมาลัย บอกว่า อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทดลองปลูก และมีนาของตนอยู่เพียงแปลงเดียว ทำให้หนู – นก มารุมทึ้งจิกกิน ถ้าไม่ถูกจิกกิน น่าจะได้ถึง 60 ถัง ซึ่งผลผลิตจะได้เท่า ๆ กับการปลูกในฤดูนาปีที่ตนทำอยู่เลยทีเดียว
          นั่นก็เป็นคำบอกเล่าจากหนึ่งในสามของเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการนี้ และเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ทีมงานได้ขอคำยืนยันอีกครั้งจาก นายวิชัย หิรัญณูปกรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าว กรมวิชการเกษตร ท่านกล่าวว่า กรณีนี้เคยมีนักวิชาการทดลองทำแล้วที่ จ. สุพรรณบุรี แต่ได้สูงสุดแค่ 45 ถัง / ไร่ เท่านั้น “ ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวไวแสง ถ้าปลูกล่าหน่อยก็สามารถปลูกได้ แต่ก็จะทำให้ระยะเวลาในการสะสมแป้งลดน้อยลงด้วย นั่นเองที่ทำให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งไม่มีใครนิยมทำกัน เพราะไม่คุ้มทุน “
          อีกท่านที่ทีมงานได้ขอความคิดเห็นก็คือ นายทรรศนะ ลาภรวย นักวิชาการกลุ่มข้าว กองส่งเสริมพืชไร่นา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความเห็นว่าเกษตรกรควรจะเปรียบเทียบระหว่างการปลูกข้าวนาปรังทั่วไป กับข้าวหอมมะลินาปรัง แล้วดูในเรื่องกำไรสุทธิต่อไร่ว่าแบบไหนได้มากกว่ากัน เพราะข้าวเป็นสินค้าที่มีตลาดอยู่ทั่วไป โรงสีรับซื้ออยู่แล้ว เช่นเดียวกับ นายปรีชา นุยืนรัมย์ เกษตรจังหวัดชัยภูมิ ที่ชี้ให้ดูปัจจัยน้ำท่าด้วยว่า ถ้าปลูกเป็นบริเวณกว้างแล้วชลประทานจะจ่ายน้ำได้ไหม
นั่นก็เป็นข้อคิดที่ฝากไว้ ยังไงงานนี้ก็เป็นแค่การเริ่มต้นที่ทำให้หัวใจชาวนาไทยพองโตไม่น้อย รอคอยอยู่แต่ว่า การรับรองผลข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเท่านั้น เกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมปรึกษาได้ที่สถานีทดลองข้าวทุกแห่ง.

ความเห็นจากลูกค้าจริง